ภาพยนต์เรื่อง The Midnight Sky

The Midnight Sky

The Midnight Sky

The Midnight Sky เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา จอร์จ คลูนีย์ หนุ่มสองพันปีคุยกับ workpoinTODAY ผ่าน Zoom ในห้องนั่งเล่น ฉากหลังเป็นม่านสีเข้ม เขาบอกว่าห้องทำงานของเขาถูกลูก ๆ ยึดไปหมดแล้ว “ผมเคยมีออฟฟิศนะ แต่ตอนนี้กลายเป็นห้องเลี้ยงเด็กไปแล้ว พวกเขาเอาทุกอย่างไปจากผมหมด เด็ก ๆ เหมือนกินห้องไปเรื่อย ๆ พอมีห้องเลี้ยงเด็กก็ต้องมีห้องของเล่น” เขาบ่นอุบ โดยเล่าให้ฟังด้วยว่าห้องนี้เป็นห้องที่เอาไว้ดูกระบวนการตัดต่อหลังเสร็จาการถ่ายทำด้วย กระบวนการเหล่านี้ต้องทำทางไกลเนื่องจากโควิ-19 ระบาดใหญ่ตอนที่ปิดกล้องเสร็จพอดี

ภาพยนตร์เรื่อง The Midnight Sky เป็นภาพยนตร์เรื่องที่ 7 แล้วที่จอร์จ คลูนีย์ หนุ่มหล่อขวัญใจแม่ป้ากระโดดเข้ามาเป็นผู้กำกับ พร้อม ๆ กับรับบทเป็น ‘ออกัสทีน ลอฟท์เฮาส์’ นักวิทยาศาสตร์ผู้เป็นมะเร็ง อยู่คนเดียวในทวีปอาร์กติก ท่ามกลางบรรยากาศโลกที่กำลังล่มสลายจนคนต้องอพยพออกไปหมด ก่อนเขาจะพบว่าตนเองไม่ได้เดียวดาย แต่มีสาวน้อยที่ปรากฏตัวอย่างลึกลับตกค้างอยู่ในโลกด้วย ขณะเดียวกันลอท์ฟเฮาส์ก็ต้องพยายามแม้จะไร้ความหวังในการติดต่อกับสมาชิกทีมนักบินอวกาศที่กลับจากการทำภารกิจที่ดาวพฤหัส เตือนไม่ให้กลับมายังโลก เพราะโลกอยู่ไม่ได้แล้ว

ผู้สื่อข่าวแซวว่าบทบาทชายแก่ผู้โดดเดี่ยวเป็นบทบาทที่ไม่คุ้นตาแฟน ๆ นัก

“ผมก็อยากเป็นแดนนี่ โอเชียน หรือดร.รอส นะ แต่ผมอายุหกสิบแล้ว ช่วยไม่ได้จริง ๆ ก็เลยถึงเวลาแล้วที่ต้องฉีกแนวออกมา อยากกลับไปเป็นแบบวันเก่าแหละ แต่ก็เริ่มมีผมขาวขึ้นมาแล้ว” นักแสดงอายุ 59 ปีกล่าวติดตลก “ในหนังผมเล่นเป็นคนแก่ ไม่ต้องบึก ไม่ต้องแข็งแรงมีสเหน์ หรือตลก ผมแค่ต้องตั้งเป้าว่าจะรักษาตัวละครเด็กหญิงให้ได้ ให้มีชีวิตเหลือรอด นี่คือข้อดี”

The Midnight Sky

ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างมาจากนวนิยายเรื่อง “Good Morning, Midnight” ได้ มาร์ก แอล สมิธ มือเขียนบทจากเรื่อง The Revenant มารังสรรค์ เป็นส่วนหนึ่งของหนังที่สร้างด้วยทุน100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เล่าเรื่องราวในภาคพื้นโลกและอวกาศ

โทนของสองภาคนี้แตกต่างกันคนละเรื่อง สอดประสานเข้าด้วยกันด้วยความพยายามในการสื่อสาร ชวนให้นึกถึงสภาพความโดดเดี่ยวที่เราทุกคนต้องเปิด Zoom เพื่อบรรเทาความเหงา คลูนีย์บอกว่าการถ่ายทั้งภาคพื้นและภาคอวกาศยากคนละแบบ

“ถ่ายที่อาร์กติกสนุกมาก เราวางแผนกันหมดทุกขั้นตอนเลยนะเพราะมีเด็กอายุ 7 ขวบถ่ายด้วย อีกอย่างคือที่นั่นจะเริ่มสว่างตอน 11 โมง พอเริ่มบ่ายสามก็มืดแล้ว เราก็เลยต้องพร้อมตลอดเวลา ต้องรออากาศให้สดใสและมีแสงแดด ที่นั่นมีพายุบ่อยมาก ลมพัดแรงอย่างกับทอร์นาโด พอเปิดกล้องก็ต้องถ่ายให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้”

 

จอร์จ คลูนีย์ยังเล่าให้เราฟังอีกว่าสำหรับเขาที่เป็นนักแสดงมานาน การถ่ายที่อาร์กติกก็ไม่เหมือนถ่ายที่ไหน

“ถ้าดูเรื่องสังขารแล้วการแสดงในหิมะยากกว่า อยู่ข้างนอกแค่ 40-50 วินาที ขนตาผมก็แข็งไปหมด ต้องมีคนสองคนหอบผมกลับไปที่รถแล้วใช้ไดร์เป่าผมเป่าให้น้ำแข็งหลุดถึงจะลืมตาได้แล้วกลับไปถ่ายใหม่ ผมลดน้ำหนักไป 25 ปอนด์ ในด้านร่างกายก็เลยเป็นเรื่องยาก แล้วก็ยากในฐานะนักแสดงด้วย”

ในเวลาเดียวกันเขาก็เปิดเผยว่าเรื่องราวภาคอวกาศท้าทายเขาในฐานะผู้กำกับมากกว่า

“เรื่องก่อน ๆ ใช้เทคโนโลยีสร้างฉากอวกาศอีกแบบหนึ่งแต่ตอนนี้ย้ายไปเป็น VR หมด คือเดินเข้าไปในห้องที่มีแต่กล้อง ไม่มีอะไรเลย ปกติเวลาเลือกช็อกก็ต้องเดินไปทั่ว ๆ ฉากแล้วจิ้มเอาใช่ไหม แต่นี่ต้องนั่งดู VR แล้วก็เลือก ๆ ว่าจะสร้างอะไรเพิ่มบ้าง ส่วนไหนจะใช้ดิจิทัลเอฟเฟ็ก มันซับซ้อนมากเลยนะ ไหนจะต้องนั่งระวังเรื่องเงาสะท้อนบนหมวกบนอะไร”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จอร์จ คลูนีย์เข้ามามีส่วนร่วมกับภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับอวกาศ ก่อนหน้านี้เขาเคยแสดงนำในภาพยนต์เรื่อง Gravity (2013) และ Solaris (2002) ผู้สื่อข่าวก็เลยถามว่าเขาแอบครูพักลักจำจากภาพยนต์เหล่านั้นบ้างไหม?

“หลายอย่างเลย โดยเฉพาะฉากแอคชั่นเวลาที่เราอยู่ในอวกาศ สิ่งที่ Gravity ทำแตกต่างจากหนังอวกาศเรื่องอื่นเพราะทำความเข้าใจว่าภาวะสุญญากาศคือ ไม่มีเหนือไม่มีใต้ ไม่มีขึ้นไม่มีลง ทุกอย่างหมุนไปหมด ถ้าดูหนังก็จะเห็น นอกจากนี้ผมก็เลยนึกได้ว่าพอไม่มีขึ้นหรือลง การใช้กล้องกล้องก็จะต้องเรื่อย ๆ หมุน ๆ อยู่ตลอดเวลา แต่จะทำมากเสียจนคนก็จะรู้สึกเหมือนจะอ้วกไม่ได้ เพราะเดี๋ยวก็ต้องจ่ายค่าทำความสะอาด (หัวเราะ) ก็เลยเป็นการหาจุดกลางแล้วก็ต้องตัดต่อให้ลำดับภาพต่าง ๆ ออกมาสวย ๆ เราจะกลับหัวกลับหางหมดเลยไม่ได้ ก็เลยต้องศึกษาไปเรื่อย ๆ แล้วก็พยายามทำแบบนั้นเข้ามาใหม่ในหนังของเรา”

 

แล้วอย่างนี้ชอบเป็นผู้กำกับหรือชอบเป็นนักแสดงมากกว่า?

“ถ้าจะให้พูดจริงก็คือ กำกับมันสนุกกว่า มันมีทางเลือกเต็มไปหมด ถ้ามองก็เหมือนทาสี นักแสดงเหมือนเป็นสีนึง ซาวน์ ดนตรี การตัดต่อ Cinematography เอฟเฟค ทุกอย่างเหมือนเป็นสีที่มารวมกันเป็นภาพวาด ผู้กำกับเหมือนเป็นจิตรการ เป็นคนวาดทุกอย่าง มันสนุกกว่าอยู่แล้ว

แต่การแสดงก็เป็นเรื่องดีมาก โดยเฉพาะถ้าคุณสนุกกับมัน เช่น สมมติมีหนังเกี่ยวกับมหาสมุทร ผมไม่อยากกำกับเรื่องแบบนั้นเลยนะ มันซับซ้อนไปหมด ไม่น่าสนุก แต่แสดงงี้น่าจะสนุก แต่สำหรับสายอาชีพของผม คุณรู้ไหมว่าคนจะพูดถึงผมยังไงที่อายุ 60 แล้วยังอยู่หน้ากล้องอยู่อีก ก็เลยคิดว่ากำกับน่าสนุกกว่า”

ตลอดกับการสัมภาษณ์ จอร์จ คลูนีย์ ยั่วล้อกับอายุของตัวเองบ่อยครั้ง เขาพูดมันอีกครั้งตอนที่เราถามว่าจะแข่งกับทอม ครูซไหม รายนั้นจะไปอวกาศจริง ๆ แล้วนะ

“ผมไม่แข่งไปอวกาศกับเขาหรอก ทำไมหรอ ก็ถ้าผมอายุเด็กกว่านี้สัก 20 ปี ผมก็อาจจะไปมาแล้ว ถ้าผมไม่ได้แก่แบบนี้ก็จะไปอวกาศแหละ ทอมก็เลยไปไง”

แต่อยากไปอวกาศไหมล่ะ?

“ผมก็คิดว่าอวกาศน่าสนใจนะ มันไม่มีขอบเขต เราไม่สามารถนิยามได้เลย พวกอวกาศกับเวลาอะไรแบบนี้” จอร์จ บอก “วิธีการเล่าเรื่อง แสง ทุกๆ อย่าง ผมก็เลยคิดว่าอวกาศเป็นที่ที่น่าทำงานและน่าดู ผมก็คิดว่าน่าสนุกดี”

จอร์จ ยังเปิดเผยว่า อายุที่มากขึ้นและการมีลูก ทำให้เขาต้องขบคิดเรื่องความเป็นและความตายมากขึ้น สอดคล้องกับหนังเรื่องนี้พอดี

“ผมคิดว่าจะมีลูกตอนอายุ 53 ปี หรือ 54 แต่เปล่าเลย สุดท้ายเพิ่งมามีลูกตอนอายุ 59 (หัวเราะ) พอคิดเรื่องความตายก็เลยคิดว่าเราอยากอยู่นานพอที่จะเห็นเขา ซึ่งผมก็แก่แล้ว ต้องอาศัยออกกำลังกายหนักพอจะได้อุ้มเขานาน ๆ ช่วงนี้เขาชอบปีนผมนะ”

“อันนี้เป็นเรื่องความตายในเชิงสังขาร แต่โดยทั่วไปก็มองชีวิตอยู่ว่า ถ้าสมมติผมถูกรถบัสชนพรุ่งนี้ผมเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมหรือยัง ได้ลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่เชื่อหรือยัง สู้เพื่อสิ่งที่ควรจะสู้หรือยัง เรื่องความตายก็เลยเป็นเรื่องเล็กกว่านั้นมากเลยนะ เป็นเรื่องจิตใจมากกว่าที่เหมือนเซลล์มะเร็งลุกลามในจิตในวิญญาณตอนที่คุณแก่ขึ้น ตัวละครที่ผมแสดงเขาโหยหาทางแก้ไขสิ่งที่เขาทำผิดพลาดไป สำหรับเขาเรื่องความตายก็เลยเป็นเรื่องยากกว่าปกติเยอะมาก”

เรื่องนี้มันดูละมุนละไมมากเลยทั้งที่เป็นเรื่องอวกาศ

“พอผมได้สคริปสิ่งที่คิดเลยก็คือ นี่มันเรื่องของคนตัวเล็ก ๆ ที่พยายามจะกลับบ้านเท่านั้นเอง ตัวละครที่ผมแสดงก็พยายามหาทางแก้ไขในสิ่งที่ผิดเพราะรู้สึกแย่ มันเป็นเรื่องของคนเล็ก ๆ วางในฉากใหญ่ ทั้งอวกาศ ทั้งอาร์กติก หนังเรื่องนี้มันเริ่มจากอะไรใหญ่ ๆ แบบนั้นแล้วสาวเข้าไปในส่วนลึกของหัวใจมนุษย์”

สุดท้าย จอร์จ คลูนีย์บอกเราว่าเรื่องเล็ก ๆ แบบนี้เกิดขึ้น ในซอกหลืบหัวใจคนได้ทุกคน ทำให้เขาเลี่ยงไม่ได้ที่จะเชื่อมโยงหนังเรื่องนี้เข้ากับโลกรอบ ๆ ตัว

“ผมเล่นหนังเป็นตัวละครที่ใช้ชีวิตหมกมุ่นอยู่กับความเสียใจ เสียดายในชีวิต แล้วก็โหยหาวิธีที่จะทำให้เขาได้มีโอกาส เอาเข้าจริงเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบนโลกมากมายใน ตอนนี้นะ ประเทศผมเป็นต้น(สหรัฐฯ) ตอนนี้เราก็มีเรื่องในอดีตที่อับอายจำนวนมากและแสวงหาหนทางแก้ไข ในสิ่งที่ผิด คือสิ่งเหล่านี้ผูกโยงเข้าด้วยกัน เราไม่สามารถทำได้ด้วยการสวดมนต์ร้องขอ ผมคิดว่าทุกคนในนี้ หวังเหมือนกันว่าโลกจะดีขึ้น แต่จะใช้วิธีอะไรล่ะ ใช้ความโกรธ ความเกลียดหรือเปล่า ผมอยากจะบอกว่ามันก็ชัดว่า มันรังแต่จะทำให้ต่างฝ่ายต่างทำร้ายซึ่งกันและกัน ผมก็เลยคิดว่าออกัสทีน (ตัวละครในเรื่อง) นี่แหละที่จะสะท้อน เรื่องนี้ออกมา ดูหนังออนไลน์

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *