ยุทธการเกมรับดับเครื่องสิงห์

นับตั้งแต่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบไร้พ่าย

นับตั้งแต่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบไร้พ่าย ในฤดูกาล 2003-04 อาร์เซน่อล ไม่เคยเอาชนะ เชลซี แบบ “ไป-กลับ” ในฤดูกาลเดียวได้เลยจนกระทั่งฤดูกาลนี้

“ปืนใหญ่” บุกย้ำแค้น “สิงห์บลูส์” ได้ 1-0 หลังเคยเปิดบ้านชนะ 3-1 เมื่อปลายปีที่แล้ว พร้อมกับเพิ่มความหวังเล็กๆ สำหรับการลุ้นพื้นที่ยุโรป (7 อันดับแรกของตาราง)

มิเกล อาร์เตต้า พาทีมบุกชนะทีมของ โธมัส ทูเคิ่ล ที่กำลังร้อนแรงและอาจเป็นถึงแชมป์ยุโรปในฤดูกาลนี้ได้อย่างไร ติดตามได้จากบทวิเคราะห์นี้

นับตั้งแต่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบไร้พ่าย

1. รื้อระบบ “3 เซนเตอร์” กลับมาใช้ในรอบครึ่งปี

ในช่วง 12 เดือนแรกที่รับตำแหน่ง มิเกล อาร์เตต้า สลับสับเปลี่ยนแท็กติกเป็นว่าเล่นโดยเฉพาะเกมรับที่มีทั้งระบบแบ็กโฟร์ และเซนเตอร์ 3 คนมีวิงแบ็ก

แต่ช่วงหลังปรับมาเล่นแบ็กโฟร์ยาวนับตั้งแต่เกมปลดล็อกชนะ เชลซี 3-1 ในวันบ็อกซิ่งเดย์ และเล่นระบบ 3 เซนเตอร์ครั้งล่าสุดในเกมพ่าย เอฟเวอร์ตัน 1-2 ที่กูดิสัน ปาร์ค วันที่ 19 ธันวาคม

นั่นจึงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือนที่ อาร์เตต้า กลับไปเล่นระบบ 3 เซนเตอร์อีกครั้งด้วยการส่ง ร็อบ โฮลดิ้ง, กาเบรียล มากัลเญส และ ปาโบล มารี ลงเล่นร่วมกัน และมี คีแรน เทียร์นีย์ เป็นวิงแบ็กซ้าย ขณะที่ฝั่งขวาทำเซอร์ไพรส์ส่ง บูคาโย่ ซาก้า ลงเล่น

ขณะที่แดนกลางจะมี มาร์ติน โอเดการ์ด กับ เอมิล สมิธ โรว์ คอยดักริมเส้นชั้นแรก ตรงกลางใช้ความขยันของ โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ ช่วยไล่บอลร่วมกับ โธมัส ปาร์เตย และมี ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ยืนหน้าเป้า

อาร์เตต้า จัดตัวแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่าเน้นรับแน่นเพราะคุณภาพทีมและฟอร์มการเล่นช่วงนี้เป็นรอง เชลซี ที่กำลังเล่นได้มั่นใจและเล่นในถิ่นของตัวเอง

2. คว้าโอกาสได้เมื่อคู่แข่งพลาด

หัวใจสำคัญของการเล่นเกมรับที่หวังผลถึงพลิกชนะคือต้องรับให้แน่นและคว้าโอกาสให้ได้เมื่อคู่แข่งพลาดซึ่ง อาร์เซน่อล ทำได้

การไล่เพรสซิ่งสูงในช่วงต้นเกมบีบให้ เชลซี พลาดไม่น่าเชื่อเมื่อ จอร์จินโญ่ คืนหลังแบบไม่ระวังจนเกือบจะเข้าประตูตัวเอง เกปา อาร์ริซาบาลาก้า ที่รีบวิ่งไปควักบอลที่กำลังข้ามเส้นออกมา ทว่าบอลไปเข้าทาง โอบาเมย็อง ที่เก็บได้ก่อนป้ายให้ เอมิล สมิธ โรว์ ยิงชนเสาเข้าไป

ตลอดครึ่งแรก อาร์เซน่อล ได้สัมผัสบอลในเขตโทษ เชลซี เพียงแค่ 3 ครั้งซึ่ง 2 ครั้งก็คือจังหวะที่ โอบาเมย็อง จ่ายให้ สมิธ โรว์ ยิงนั่นเอง การเล่นส่วนใหญ่เป็น เชลซี ที่ครองเกมรุกเข้าใส่จนพับสนามบุกข้างเดียว ทว่าไม่สามารถทำประตูได้

ก่อนได้ประตูนำ 1-0 อาร์เซน่อล พลาดก่อนด้วยซ้ำที่ กาเบรียล มากัลเญส จ่ายบอลขาดไปนิด ไค ฮาแวร์ตซ์ ที่จ้องอยู่แล้งจึงฉกจากเท้า ปาโบล มารี ได้หลุดเดี่ยว ทว่าแข้งทีมชาติเยอรมนีที่เผชิญหน้าเพื่อนร่วมทีมชาติอย่าง แบรนด์ เลโน่ กลับยิงข้ามคานอย่างไม่น่าเชื่อ

อาร์เซน่อล พลาดแต่ เชลซี เช็กบิลไม่ได้ แต่เมื่อ เชลซี พลาด อาร์เซน่อล ไม่ปล่อยโอกาสทองหลุดมือ เป็นจังสำคัญของเกมที่เหมือนสองแรงบวกให้โมเมนตัมของเกมพลิกไปอีกทาง

เอมิล สมิธ โรว์ คนยิงประตูชัยกล่าวถึงจังหวะได้ประตูตัดสินเกมว่า “เราฝึกซ้อมกันมากับการไล่เพรสซิ่งสูงและเราทำได้ดีจนบีบให้พวกเขาเล่นผิดดพลาด และ โอบา ก็จ่ายให้ผมได้อย่างดี”

3.เกมรับช่วยกันทั้งทีม 

ต้องชมว่า อาร์เซน่อล เล่นเกมรับในเกมนี้ได้ดีมากอย่างที่ มิเกล อาร์เตต้า ยกย่องลูกทีมหลังเกมเพราะช่วยกันทั้งทีมจริงๆ

ในเวลาตั้งรับ วิงแบ็กสองข้างก็ยืนเหมือนแบ็กซ้าย-ขวา และมีเซนเตอร์ 3 คนปักหลักตรงกลาง ขณะที่ โอเดการ์ด กับ สมิธ โรว์ จะคอยเบรกการขึ้นเกมริมเส้นของ เชลซี เป็นชั้นแรกก่อนจะถึง ซาก้า และ เทียร์นีย์

เซนเตอร์ 3 คนของ อาร์เซน่อล อาจไม่ใช่กองหลังระดับท็อปพรีเมียร์ลีก แต่ก็ทำหน้าที่กันอย่างสุดความสามารถ เคลียร์บอลนับครั้งไม่ถ้วน สลับกันสกัดลูกอันตราย คนหนึ่งเข้า อีกคนซ้อน เล่นกันด้วยความมุ่งมั่น มีวินัย อาจมีข้อผิดพลาดบ้าง แต่ เชลซี ก็ไม่ละเอียดเองในการเก็บตกจังหวะสุดท้าย

ส่วนแดนกลางที่มี “บังเอล” คอยวิ่งไล่บอลก็ทำหน้าที่ได้สุดยอด วิ่งพล่านช่วยเกมรับอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย บอลอยู่ไหนเป็นต้องมีกองกลางอียิปต์เข้าไปป้วนเปี้ยนตลอด สมควรอย่างยิ่งกับตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมตช์

นอกจากนี้ แบรนด์ เลโน่ ก็งัดซูเปอร์เซฟออกมาได้ในช่วงเวลาที่ทีมต้องการ ทำให้เก็บคลีนชีตได้อย่างที่ต้องการซึ่งไม่ง่ายเลยกับการเจอ เชลซี ชั่วโมงนี้

สรุปคือไม่ว่าการเล่นรูปแบบใด แท็กติกไหน แต่หากช่วยกันทั้งทีม โอกาสทำได้ตามเป้าก็เป็นไปได้สูง

4. เชลซี ปรับทีมหลายตำแหน่ง

โธมัส ทูเคิ่ล เปลี่ยนทีมจากนัดบุกชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-1 มากถึง 7 ตำแหน่ง และมันก็ส่งผลถึงขั้นพ่ายคาบ้านต่อ อาร์เซน่อล เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี

ทูเคิ่ล กล่าวยอมรับเลยว่าสาเหตุสำคัญในความพ่ายแพ้นนี้คือ “ก่อนหน้านี้เรากำลังมีฟอร์มที่ยอดเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง เรากำลังมีความรู้สึกที่ดี ทว่าก็มีเวลาพักแค่ 3 วัน ทำให้ต้องปรับทีมซึ่งการเลือกจัดทีมลงเล่นวันนี้ไม่ดีเท่าไหร่

“มันเป็นความผิดของผมเอง จริงอยู่ว่าส่วนหนึ่งเราโชคร้าย แต่เราก็ทำหลายอย่างที่ส่งผลเสียต่อเราเองเหมือนกัน ผมไม่พอใจกับทีมที่ลงเล่นในวันนี้

“มันเป็นเรื่องง่ายที่จะพูดแบบนั้นหลังจบเกมไปแล้ว แต่ผมก็ทำการเปลี่ยนทีมเยอะเกินไป ผมไม่ควรจะทำแบบนี้เลย”

คำพูดของ ทูเคิ่ล ชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว ไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติม และหลังจบเกมกับ อาร์เซน่อล ก็มีเอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศที่พบ เลสเตอร์ ซิตี้ รออยู่ในวันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม

บางทีกุนซือคนอื่นก็อาจทำในแบบเดียวกัน

5. เล่นแบบไม่กดดัน ไม่มีอะไรจะเสีย 

อีกจุดสำคัญในชัยชนะของ อาร์เซน่อล คือการลงเล่นแบบไม่กดดันตัวเองมากนักเพราะไม่มีอะไรให้ต้องลุ้นเท่าไหร่นัก

ความหวังสูงสุดในยูโรปา ลีก อกหักไปแล้วหลังพ่ายต่อ บียาร์เรอัล ของกุนซือที่คุ้นเคย อูไน เอเมรี่ ทำให้ช่วงที่เหลือของฤดูกาลไม่ถึงกับเป็นเกมที่ต้องใส่แบบเอาเป็นเอาตายจนกลายเป็นถูกความกดดันเล่นงานซะเอง

จริงอยู่ว่า อาร์เซน่อล ยังมีโอกาสจบพื้นที่ยุโรป แต่โอกาสก็ยังน้อยกว่าอีกหลายทีม แม้ มิเกล อาร์เตต้า จะกระตุ้นทีมให้ลุยต่อในลีก แต่ว่ากันตามความจริง ความมุ่งมั่นของแต่ละคนปลิวหายไปพอสมควร

ในแง่นึงของการที่ไม่ต้องลุ้นอะไรมาก หากปาฏิหาริย์ได้ตั๋วยุโรปจริงก็ถือว่าดีไป หากไม่ได้ก็ตามสภาพ สถานการณ์แบบนี้ทำให้ลงเล่นได้อย่าง “ผ่อนคลาย” สบายใจ และเล่นเป็นธรรมชาติมากขึ้น

อาร์เซน่อล เป็นทีมที่ยังรับมือกับแรงกดดันได้ไม่ดี แต่หากเล่นในเกมที่พวกเขาไม่รู้สึกกังวลมากนัก ก็มักทำผลงานได้ดี เกมที่ควัก 3 คะแนนกลับออกมาจาก เดอะ บริดจ์ ก็คือหนึ่งในนั้น 

ดูหนังออนไลน์

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *