ข้อเสนอเพื่อการรับมือสถานการณ์พันธบัตร รัฐบาล ติดลบ ตลาดการเงินโลกดิ่ง

ข้อเสนอเพื่อการรับมือสถานการณ์พันธบัตร รัฐบาล ติดลบและการดิ่งลงของตลาดการเงินโลกรอบสอง

Interest rates

เพิ่มวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loans) ของธนาคารแห่งประเทศไทย จาก 500,000 ล้านบาท เป็น 1 ล้านล้านบาท โดย 300,000 ล้านบาท เป็น Soft Loans สำหรับ SMEs เน้นการจ้างงาน ไม่ทำธุรกิจผิดศีลธรรม ควรเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรองของประเทศทำให้พันธบัตร รัฐบาล ติดลบ
เศรษฐกิจโลกได้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงพร้อมกับภาวะเงินฝืดและเดินหน้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ โดยภูมิภาคที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ ละตินอเมริกา โดยล่าสุด ประเทศอาร์เจนตินาอาจประกาศพักชำระหนี้ต่างประเทศจำนวน 65,000 ล้านดอลลาร์เพื่อเจรจายืดการชำระหนี้ ปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลต่อความปั่นป่วนของตลาดการเงินโลกเพิ่มขึ้น เงินทุนจำนวนหนึ่งจะไหลมายังตลาดเอเชีย

คาดว่า การดิ่งลงของตลาดการเงินโลกรอบสองจะเกิดขึ้นช่วงปลายไตรมาสสองต่อเนื่องต้นไตรมาสสาม อันเป็นผลจากการที่หลายประเทศดิ้นรนเพื่อฝ่าวิกฤตการณ์เศรษฐกิจด้วยการใช้พันธบัตรติดลบ พร้อมความเสี่ยงของการเกิดสงครามทางเศรษฐกิจรอบใหม่ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน นำมาสู่ความผันผวนอย่างรุนแรงต่อตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ ตลาดปริวรรตเงินตรา ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะน้ำมันและทองคำ การเตรียมบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงใหม่ของจีนต่อฮ่องกงจะจุดปะทุกระแสประท้วงรอบใหม่อันนำมาสู่การดิ่งลงของตลาดการเงินในฮ่องกงและสร้างความผันผวนต่อเศรษฐกิจจีน

เงินระยะสั้นเก็งกำไรน่าจะไหลมาลงทุนในตลาดพันธบัตรหรือตราสารหนี้ในไทยและอาเซียนมากขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินบาทและเงินสกุลอาเซียนแข็งค่า พร้อมมีข้อเสนอต่อการดำเนินนโยบายการเงินของแบงก์ชาติ

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการและกรรมการตรวจสอบ ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัญหาวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจของโลกและของไทยจะลุกลามสู่วิกฤติภาคการเงินมีความเป็นไปได้สูงขึ้นหลังจากที่ธนาคารกลางของประเทศต่างๆพยายามอย่างเต็มที่ในการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบและปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำมากที่สุดเป็นประวัติการณ์แต่ก็ยังไม่สามารถประคับประคองความเชื่อมั่นที่มีต่อตลาดการเงินและระบบเศรษฐกิจได้มากนัก รวมทั้งหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงที่ผ่านมา นำมาสู่การปิดกิจการจำนวนมากซึ่งเป็นลูกค้าธนาคาร ฐานทุนของระบบธนาคารในหลายประเทศที่เคยแข็งแรงเริ่มอ่อนแอลงอย่างชัดเจน ล่าสุด รัฐบาลอังกฤษได้ออกพันธบัตรรัฐบาลอัตราผลตอบแทนติดลบ โดยที่ก่อนหน้านี้หลายชาติในยุโรป ญี่ปุ่นได้ทำสิ่งเดียวกัน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่า เศรษฐกิจโลกได้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงพร้อมกับภาวะเงินฝืดและเดินหน้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ โดยภูมิภาคที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ ละตินอเมริกา โดยล่าสุด ประเทศอาร์เจนตินาอาจประกาศพักชำระหนี้ต่างประเทศจำนวน 65,000 ล้านดอลลาร์เพื่อเจรจายืดการชำระหนี้ ปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลต่อความปั่นป่วนของตลาดการเงินโลกเพิ่มขึ้น เม็ดเงินจำนวนหนึ่งจะไหลมายังตลาดเอเชีย อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกจะอยู่ในระดับต่ำและผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลหลายประเทศจะติดลบไปอีกนาน และนักลงทุนและประชาชนจำนวนมากก็ยังยินดีเข้ามาซื้อลงทุนพันธบัตรรัฐบาลติดลบเพราะการลงทุนในตราสารอื่นๆมีความเสี่ยงสูงกว่ามาก (อาจขาดทุนแล้วติดลบมากกว่า) แม้นกระทั่งการฝากเงินไว้ในธนาคาร สำหรับประเทศที่ใช้พันธบัตรติดลบน่าจะทำให้ค่าเงินของประเทศเหล่านี้อ่อนค่าลง เงินระยะสั้นเก็งกำไรน่าจะไหลมาลงทุนในตลาดพันธบัตรหรือตราสารหนี้ในไทยและอาเซียนมากขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินบาทและเงินสกุลอาเซียนแข็งค่า คาดว่า การดิ่งลงของตลาดการเงินโลกรอบสองจะเกิดขึ้นช่วงปลายไตรมาสสองต่อเนื่องต้นไตรมาสสาม อันเป็นผลจากการที่หลายประเทศดิ้นรนเพื่อฝ่าวิกฤตการณ์เศรษฐกิจด้วยการใช้พันธบัตรติดลบ พร้อมความเสี่ยงของการเกิดสงครามทางเศรษฐกิจรอบใหม่ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน นำมาสู่ความผันผวนอย่างรุนแรงต่อตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ ตลาดปริวรรตเงินตรา ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะน้ำมันและทองคำ การเตรียมบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงใหม่ของจีนต่อฮ่องกงจะจุดปะทุกระแสประท้วงรอบใหม่อันนำมาสู่การดิ่งลงของตลาดการเงินในฮ่องกงและสร้างความผันผวนต่อเศรษฐกิจจีน จึงมีข้อเสนอต่อธนาคารแห่งประเทศไทยดังต่อไปนี้

ข้อที่หนึ่ง กระแสเงินทุนระยะสั้นเก็งกำไรจำนวนมากจะไหลเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรรัฐบาลและตราสารทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ขอให้มีการใช้มาตรการแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตราผ่านกลไก Open Market Operation ในการลดแรงกดดันต่อการแข็งค่าของเงินบาทหรือเลือกใช้มาตรการดอกเบี้ยนโยบาย 0% หรือ 0.25% หากปล่อยให้เงินบาทแข็งค่าจะซ้ำเติมภาคการท่องเที่ยวและภาคส่งออกที่มีปัญหาหดตัวอยู่แล้ว

ข้อที่สอง ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเพิ่มวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loans) ของธนาคารแห่งประเทศไทย จาก 500,000 ล้านบาท เป็น 1 ล้านล้านบาท โดย 300,000 ล้านบาท เป็น Soft Loans สำหรับ SMEs เพิ่มเติมเพื่อการลงทุนที่ทำให้เกิดการจ้างงานเท่านั้นไม่ใช่เพื่อเสริมสภาพคล่องและสำหรับ SMES ในกิจการที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุข อีก 200,000 ล้านบาทสำหรับบริษัทหรือกิจการที่ไม่สามารถไถ่ถอนหุ้นกู้หรือตราสารหนี้ครบกำหนดหรือยืดการชำระหนี้ได้โดยไม่ช่วยเหลือกิจการที่ทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอบายมุขหรือเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ผิดศีลธรรม และไม่เข้าเงื่อนไขของกองทุน BSF ให้สามารถขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเสริมสภาพคล่องได้โดยเฉพาะพิจารณาสถานประกอบการที่ไม่มีการปลดพนักงานออกให้เข้าถึงสินเชื่อก่อน อ่านเพิ่มเติม

ทางเข้า ufabet

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *